เปรียบเทียบวัคซีนโควิด 19 ของแต่ละบริษัท – ยี่ห้อไหนดี
ซึ่งผลลัพธ์ของวัคซีนในหลายตัวนั้นถือว่ามีประสิทธิภาพที่ดี จนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายในการป้องกันโรคโควิด 19 ได้อย่างดีเยี่ยม แต่หลายคนก็อาจจะยังไม่ทราบว่าวัคซีนที่กำลังผลิตในตอนนี้มีอะไรบ้าง ? และประเทศไทยได้สั่งซื้อวัคซีนตัวไหนและสูตรไหนมาผลิตเพื่อฉีดให้กับคนไทย? ดังนั้นวันนี้เราจึงได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลเพื่อทำการ “เปรียบเทียบ วัคซีนโควิด 19 ของแต่ละบริษัท“ มาฝากกัน
1. Pfizer (สหรัฐอเมริกา) กับ Biontech (เยอรมันนี)

| ชื่อวัคซีน | Comirnaty หรือ BNT162b2 |
| ประสิทธิภาพ | 91.3 % (ข้อมูลล่าสุด) |
| การให้วัคซีน | 2 โดส เว้นโดสละ 3 สัปดาห์ |
| ประเภทการฉีด | ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ |
| การเก็บรักษา | –25 °C ถึง –15 °C (ข้อมูลล่าสุด) |
| ชนิดวัคซีน | mRNA |
วัคซีนตัวนี้เป็นการร่วมงานกันระหว่าง Pfizer ของประเทศสหรัฐอเมริกาและ Biontech ของประเทศเยอรมันนี หรือที่เรานิยมเรียกว่าวัคซีน Pfizer (ไฟเซอร์) โดยจุดประสงค์ของการทำงานร่วมในครั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำการวิจัยและผลิตวัคซีนโควิด 19 ออกมาให้มีประสิทธิภาพได้มากที่สุด ซึ่งผลที่ออกมาถือได้ว่าเป็นที่น่าพอใจ เพราะวัคซีนมีประสิทธิภาพที่สูง 95% ในการประเมินเข็มแรก และหลังจากฉีดเข็มที่ 2 ไปแล้วในช่วงเดือนมีนาคม 2021 ก็ได้มีการตรวจประสิทธิภาพของวัคซีนอีกครั้ง พบว่าวัคซีน Pfizer มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 91.3% แน่นอนว่าจำนวนตัวเลขนี้ไม่เป็นการบ่งบอกว่าประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer ลดลง เนื่องจากมีปัจจัยหลายสิ่งที่อาจเป็นตัวแปรส่งกระทบต่อผลการประเมินได้
และในส่วนของประสิทธิภาพของการป้องกันเชื้อโควิดกลายพันธุ์นั้น ยังถือว่าวัคซีน Pfizer สามารถทำได้ในระดับที่ดี แต่อาจจะมีประสิทธิภาพลดลงไปบ้างหากเจอกับเชื้อโควิดกลายพันธุ์บางสายพันธุ์ สำหรับสตรีมีครรภ์ที่พึงประสงค์จะฉีดวัคซีนตัวนี้ โปรดรอการยืนยันจากทางผู้ผลิตอีกครั้ง เพราะกำลังอยู่ในช่วงทดสอบ หากมีความคืบหน้าประการใดทาง bestreview.asia จะรีบมาอัปเดทข้อมูลให้ทราบโดยทันที
นอกจากนี้ยังมีข่าวดีอีกเรื่องเนื่องจากในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ทางผู้ผลิตได้ประกาศว่าพวกเขาสามารถทำให้อุณหภูมิที่ใช้เก็บรักษาวัคซีนเปลี่ยนเป็นช่วง -25 °C ถึง -15 °C ได้ (จากเดิมอยู่ที่ -70 °C) ซึ่งในปัจจุบันวัคซีนตัวนี้ก็ได้รับการอนุมัติไปแล้วในหลาย ๆ ประเทศ นอกจากนี้ยังมีประเทศยักษ์ใหญ่อีกมากมายที่ได้สิทธิ์ในการสั่งซื้อ ซึ่งจากการประเมินอย่างคร่าว ๆ พบว่าทาง Pfizer และ BioNTech จะต้องผลิตวัคซีนในปี 2021 เกือบ 3 พันล้านโดสเลยทีเดียวครับ
สถานะ : ได้รับการอนุมัติในหลายประเทศ ใช้ในกรณีฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกาสหภาพยุโรปและประเทศอื่น ๆ
2. Moderna กับ National Institutes of Health หรือ NIH (สหรัฐอเมริกา)

| ชื่อวัคซีน | mRNA-1273 |
| ประสิทธิภาพ | มากกว่า 90% (ข้อมูลล่าสุด) |
| การให้วัคซีน | 2 โดส ห่างกันโดสละ 4 สัปดาห์ |
| ประเภทการฉีด | ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ |
| การเก็บรักษา | เก็บในตู้เย็น 30 วัน / เก็บในอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส ได้นาน 6 เดือน |
| ชนิดวัคซีน | mRNA |
วัคซีน mRNA-1273 เป็นการร่วมมือกันของ Moderna และ NIH หรือที่พวกเรานิยมเรียกว่าวัคซีน Moderna (โมเดอร์นา) ถือว่าเป็นวัคซีนตัวที่ 2 ที่ได้รับอนุญาตจาก FDA หลังจากวัคซีนที่ Pfizer ได้รับอนุญาตไปไม่นาน โดยในเริ่มแรกนั้นทางผู้ผลิตได้ทดสอบกับลิงก่อน ซึ่งผลที่ออกมาคือวัคซีนสามารถป้องกันเชื้อโควิด 19 ให้กับลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมาในเฟสการทดลองระยะที่สาม ทางผู้ผลิตก็ได้เริ่มทำการทดลองกับอาสาสมัครจำนวน 3 หมื่นคนในช่วงเดือนกรกฎาคมของปี 2020 และผลที่ออกมาพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนนั้นมีเปอร์เซ็นต์สูงถึง 94.5 %
ต่อมาในเดือนเมษายน 2021 ทางผู้ผลิตได้มีการเก็บข้อมูลการฉีดวัคซีนในเข็มที่ 2 มาวิเคราะห์เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของวัคซีนอีกครั้ง พบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนนั้นอยู่ที่ “มากกว่า 90%” ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ตัวเลขอาจจะมีลดลงไปบ้าง เพราะในความเป็นจริงแล้วในการประเมินมักมีปัจจัยที่ต่างกัน ดังนั้นวัคซีน Moderna ก็ยังเป็นวัคซีนตัวท็อปที่หลาย ๆ ประเทศต้องการอยู่ดี ซึ่งในปัจจุบันทางผู้ผลิตวัคซีน Moderna ได้ส่งมอบตัวยาไปแล้ว 132 ล้านโดสทั่วโลกที่ถือว่าเป็นการพิสูจน์ได้ว่าตัววัคซีนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากเพียงใด
และเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมาวัคซีน Moderna ก็ได้รับการขึ้นทะเบียน อย. ในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหมายความว่าบริษัทเอกชนจะสามารถนำเข้ามาได้อย่างถูกต้อง และตัวแทนในการนำเข้าวัคซีน Moderna ครั้งนี้คือบริษัท ZuelligFIRST โดยราคาในการฉีดรวมทั้งสองเข็มนั้นคาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท (ราคานี้ยังไม่เป็นที่ยืนยัน) ซึ่งหากใครที่สนใจวัคซีน Moderna อยู่และอยากทราบรายละเอียดที่แน่ชัดก็อดใจรออีกนิดครับ รับรองว่าได้ฉีดทันปลายปีนี้อย่างแน่นอน
สถานะ : ได้รับการอนุมัติในสวิตเซอร์แลนด์ และได้ใช้ในกรณีฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกาสหภาพยุโรปและประเทศอื่น ๆ
3. Gamaleya Research Institute (รัสเซีย)

| ชื่อวัคซีน | Sputnik V (ชื่อเดิม Gam-Covid-Vac) |
| ประสิทธิภาพ | 91.6% (ยังไม่อัปเดตข้อมูลเข็มที่สอง) |
| การให้วัคซีน | 2 โดส ห่างกันโดสละ 3 สัปดาห์ |
| ประเภทการฉีด | ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ |
| การเก็บรักษา | แช่แข็ง และกำลังพัฒนาให้สามารถเก็บในอุณหภูมิตู้เย็นได้ |
| ชนิดวัคซีน | Ad26, Ad5 |
Gamaleya เป็นสถาบันวิจัยส่วนหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุขในรัสเซียที่ได้ผลิตวัคซีน Gam-Covid-Vac ขึ้นมา และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อวัคซีนมาเป็น Sputnik V (สปุตนิก วี) โดย Sputnik V นั้นมีประสิทธิภาพของการป้องกันการติดเชื้อในเข็มแรกอยู่ที่ 91.6% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก ๆ และยังตอกย้ำความน่าเชื่อถือที่ทำให้วัคซีน Sputnik V กลายเป็นที่จับตามองมากยิ่งขึ้นด้วยการจับมือกันระหว่าง Gamaleya และผู้ผลิตยาอย่าง AstraZeneca ในเดือนธันวาคมปี 2020 โดยตัววัคซีนนั้นจะมีเทคนิคในการผลิตแบบที่จะใช้ Ad26 ในเข็มแรก และจะใช้ Ad5 ในเข็มที่สอง แต่ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับประสิทธิภาพในเข็มที่ 2 ของ Sputnik V ออกมาอัปเดตเพิ่มเติมแต่อย่างใด
ในขณะเดียวกันช่วงเดือนมกราคม 2021 ทาง Gamaleya ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับทดลอง Sputnik Light ซึ่งเป็นวัคซีนโควิดชนิดเดียว Sputnik V แต่จะมีราคาถูกกว่า เพราะเป็นการฉีดวัคซีนเพียงเข็มเดียวที่สามารถให้ประสิทธิภาพในการป้องกัน 4-5 เดือน ซึ่งเป็นการสร้างวัคซีนแบบเดียวกับ Johnson & Johnson (J&J) ที่ใช้Ad26 ในเข็มแรกเท่านั้น และในเดือนพฤษภาคม 2021 โดยทางผู้ผลิตยังได้ออกมาประกาศอีกครั้งเกี่ยวประสิทธิภาพของวัคซีน Sputnik Light นั้นมีประสิทธิภาพสูงถึง 79.4% แต่ก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับเชื้อโควิดกลายพันธุ์ว่าสามารถป้องกันได้หรือไม่ โดยในขณะนี้ Sputnik Light ก็กำลังอยู่ในช่วงรอการอนุมัติสำหรับใช้งานในประเทศรัสเซียอยู่
สถานะ : เริ่มใช้ในรัสเซีย การใช้งานฉุกเฉินในประเทศอื่น ๆ
4. Oxford (สหราชอาณาจักร) / AstraZeneca (อังกฤษ-สวีเดน) *ไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสูตรนี้ – กำลังผลิต*

| ชื่อวัคซีน | Vaxzevria หรือที่เรียกว่า AZD1222 |
| ประสิทธิภาพ | 76% จากการศึกษาของสหรัฐอเมริกา (ข้อมูลล่าสุด) |
| การให้วัคซีน | 2 โดส ห่างกันโดสละ 4-12 สัปดาห์ |
| ประเภทการฉีด | ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ |
| การเก็บรักษา | เก็บในตู้เย็นได้อย่างน้อย 6 เดือน |
| ชนิดวัคซีน | ChAdOx1 |
วัคซีนตัวนี้เป็นการร่วมงานกันระหว่างมหาวิทยาลัย Oxford และบริษัทผลิตยา AstraZeneca ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวัคซีนที่ได้รับการต้องการจากทั่วโลก เนื่องจากมีราคาต้นทุนต่ำและง่ายต่อการเก็บรักษา เพราะใช้เพียงการแช่เย็นเท่านั้นไม่ต้องแช่แข็งเหมือนชนิดวัคซีน mRNA โดยวัคซีนตัวนี้ก็มีประสิทธิภาพในการต่อต้านโควิดได้ถึง 76% ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในชื่อวัคซีน Vaxzevria
แม้ว่าจะมีบางประเทศเลือกที่จะลดความเสี่ยงโดยการห้ามใช้วัคซีน Vaxzevria ในผู้สูงอายุ เนื่องจากมีรายงานในเดือนมีนาคม 2021 ที่ประเทศเดนมาร์กและนอร์เวย์ ว่าวัคซีน Vaxzevria มีผลข้างเคียงเกี่ยวกับการเกิดลิ่มเลือดภายหลังการฉีด ซึ่งแม้ว่าจะมีรายงานออกมาให้เห็นอยู่บ้าง แต่สำหรับประเทศไทยนั้นไม่ได้มีการห้ามฉีดในผู้สูงอายุแต่อย่างใด เนื่องจากตัววัคซีนมีผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมาก ๆ และที่สำคัญทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานกำกับคุณภาพยาของสหภาพยุโรป (EU) ต่างก็ให้การรับรองแล้วว่าตัววัคซีนมีความปลอดภัยและเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ จึงแนะนำให้แต่ละประเทศสามารถดำเนินการฉีดวัคซีน Vaxzevria ในผู้สูงอายุประเทศของตนต่อไปได้ ดังนั้นประเทศไทยจะดำเนินการจะใช้สูตรวัคซีนตัวนี้ในการผลิตเองและจะฉีดตาม Timeline การฉีดวัคซีนโควิด 19 ในประเทศไทยตามแผนที่วางไว้ต่อไป โดยจะใช้วัคซีนตัวนี้ในการฉีดระยะที่ 2 ให้แก่กลุ่มสูงอายุ-ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว
โดยตอนนี้วัคซีน Vaxzevria หรือที่เราคุ้นหูว่า “วัคซีนแอสตราเซเนกา” นั้นเริ่มมีความก้าวหน้าในการผลิตมากขึ้นแล้ว ทุกคนคงทราบดีว่าการผลิตวัคซีนตัวนี้อยู่ในการดำเนินการของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ที่ได้รับการดูแลควบคุมคุณภาพของวัคซีนให้เป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล ทั้งยังได้รับการประเมินจากบริษัท AstraZeneca เกี่ยวกับการผลิตตัววัคซีน รวมถึงตรวจสอบองค์ประกอบในหลาย ๆ ด้านของสยามไบโอไซเอนซ์เป็นเรียบร้อยแล้ว โดยจะทางบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์จะจัดส่งวัคซีนให้แก่กรมควบคุมโรคและกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเริ่มใช้ฉีดให้ประชาชนตามที่กำหนดไว้ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2021 นี้ (ขั้นตอนการลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีนโควิด 19 ฟรี)
สถานะ : ได้รับการอนุมัติในบราซิล, หยุดใช้ในเดนมาร์ก, ใช้ในกรณีฉุกเฉินในสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรปประเทศอื่น ๆ
5. Cansino Biologics (จีน)

| ชื่อวัคซีน | Convidecia หรือเรียกในอีกชื่อว่า Ad5-nCoV |
| ประสิทธิภาพ | 65.28% (ข้อมูลล่าสุด) |
| การให้วัคซีน | 1 โดส |
| ประเภทการฉีด | ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ |
| การเก็บรักษา | แช่เย็นในตู้เย็น |
| ชนิดวัคซีน | Ad5 |
Convidecia หรือ Ad5-nCoV เป็นวัคซีนที่ผลิตในประเทศจีนที่พัฒนาโดยบริษัท CanSino Biologics ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารของจีน (Academy of Military Medical Sciences) โดยมีรูปแบบการฉีดเพียง 1 โดสหรือ 1 เข็มเท่านั้น ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากอะดีโนไวรัสหรือที่เรียกว่า Ad5 และได้เริ่มดำเนินการทดลองระยะที่ 3 ไปแล้วในหลายประเทศ ทั้งในกลุ่มประเทศจีน, ปากีสถาน, รัสเซีย, เม็กซิโก และชิลี โดยผลการประเมินผลการฉีดวัคซีนตัวนี้ มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 65.28% ซึ่งทางผู้ผลิตก็ยังบอกอีกว่าประสิทธิภาพของวัคซีนอาจจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งนี้ยังต้องรอผลการทดลองเพิ่มเติมหลังจากฉีดวัคซีนไปแล้ว 6 เดือนจึงสามารถสรุปผลได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง
สถานะ : ได้รับการอนุมัติในประเทศจีน การใช้งานฉุกเฉินในประเทศอื่น ๆ
6. Vector Institute (รัสเซีย)

| ชื่อวัคซีน | EpiVacCorona |
| ประสิทธิภาพ | ยังไม่ทราบ (อยู่ในขั้นตอนการทดลอง) |
| การให้วัคซีน | 2 โดส ห่างกันโดสละ 3 สัปดาห์ |
| ประเภทการฉีด | ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ |
| การเก็บรักษา | เก็บในตู้เย็นได้ถึง 2 ปี |
| ชนิดวัคซีน | Protein |
Vector Institute เป็นศูนย์วิจัยทางชีวภาพในประเทศรัสเซีย ซึ่งศูนย์วิจัยของที่นี้ได้ทำการจดทะเบียนทดลองวัคซีนป้องกันโควิด 19 ในเฟส 1 และ 2 โดยวัคซีนที่ใช้ทดสอบในครั้งนี้มีชื่อว่า ‘EpiVacCorona’ ทั้งนี้ส่วนประกอบในวัคซีนจะเป็น Viral proteins หรือที่รู้จักกันในชื่อเพปไทด์ วัคซีน EpiVacCorona ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากประธานีธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งถือเป็นวัคซีนตัวที่ 2 ต่อจาก Gamaleya Research Institute ที่ได้รับการอนุมัติ โดยการทดสอบในเฟส 3 ที่จะทดสอบวัคซีนกับประชาชนนั้นเริ่มทดสอบไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 ที่ผ่านมา และมีรายงานในเดือนธันวาคมว่า ได้มีการฉีดวัคซีนให้กลุ่มอาสาสมัครไปกว่า 1,438 เคสแล้ว ซึ่งในเดือนมกราคมทางรัสเซียได้มีนโยบายการฉีดวัคซีนจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นก็รวมถึงวัคซีนจาก EpiVacCorona ด้วยเช่นกัน โดยทางผู้ผลิตคาดว่าจะสามารถให้ผลการศึกษาเบื้องต้นได้ ในเดือนสิงหาคม 2021 นี้
สถานะ : เริ่มใช้ในรัสเซีย ได้รับการอนุมัติในเติร์กเมนิสถาน
7. Sinopharm (จีน)

| ชื่อวัคซีน | BBIBP-CorV |
| ประสิทธิภาพ | 78.1% (ข้อมูลล่าสุดจาก WHO) |
| การให้วัคซีน | 2 โดส ห่างกันโดสละ 3 สัปดาห์ |
| ประเภทการฉีด | ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ |
| การเก็บรักษา | ไม่ระบุ |
| ชนิดวัคซีน | Inactivated (วัคซีนเชื้อตาย) |
เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2020 ได้มีรายงานผลลัพธ์การฉีดวัคซีน BBIBP-CorV หรือที่เราเรียกว่า ซิโนฟาร์ม เป็นตัววัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคโควิด 19 ได้ถึง 79.34% ซึ่งประสิทธิภาพในระดับนี้ทำให้รัฐบาลของจีนได้ทำการอนุมัติวัคซีนเป็นที่เรียบร้อย โดยที่ผ่านมาวัคซีน BBIBP-CorV ได้ฉีดให้ประชาชนชาวจีนไปเกือบล้านคนแล้ว อีกทั้งยังได้มีการรายงานจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่าตัววัคซีนมีประสิทธิภาพสูงถึง 86% เลยทีเดียว ส่วนองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ได้ประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนเช่นกัน ผลออกมาอยู่ที่ 78.1% ดังนั้นทาง WHO จึงจัดให้วัคซีน BBIBP-CorV เป็นวัคซีนที่ได้รับการอนุญาตใช้ในกรณีฉุกเฉินได้
สถานะ : ได้รับการรับรองในจีน, ยูเออีบาห์เรน และใช้งานฉุกเฉินในประเทศอื่น ๆ
8. SinoVac (จีน) *ไทยสั่งซื้อวัคซีนตัวนี้*

| ชื่อวัคซีน | CoronaVac |
| ประสิทธิภาพ | 50.65% ทดลองในบราซิล, 91.25% ในการทดลองในตุรกี (ข้อมูลล่าสุด) |
| การให้วัคซีน | 2 โดส ห่างกันโดสละ 2 สัปดาห์ |
| ประเภทการฉีด | ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ |
| การเก็บรักษา | ตู้เย็น 2–8 °C |
| ชนิดวัคซีน | Inactivated (วัคซีนเชื้อตาย) |
SinoVac (ซิโนแวค) เป็นบริษัทในประเทศจีน ที่พัฒนาและผลิตวัคซีนในชื่อ ‘CoronaVac’ แต่เรามักจะนิยมเรียกกันว่า “วัคซีนซิโนแวค” มากกว่า โดยวัคซีนตัวนี้มักเป็นประเด็นถกเถียงกันบ่อย เกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนที่ให้ผลลัพธ์ตัวเลขต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะจากการประเมินในประเทศบราซิลพบว่ามีประสิทธิภาพอยู่ที่ 50.65% ส่วนการประเมินในประเทศตุรกีกลับมีประสิทธิภาพสูงถึง 91.25% อันที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องปกติ ๆ ที่ทั้งสองประเทศจะให้ค่าประสิทธิภาพที่ต่างกัน เพราะด้วยปัจจัยที่ใช้ในการทดลองต่างกันจึงทำให้ผลการทดลองออกมาต่างกันด้วย หากคุณต้องการทราบเหตุผลเพิ่มเติมที่ว่าทำไมเราจึงไม่ควรดูเพียงแค่ตัวเลขในรายงานเพียงอย่างเดียว คุณสามารถกดอ่านได้ในหัวข้อ “ทำไม ไม่ควรเอาตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละยี่ห้อมาเปรียบเทียบกัน“
สำหรับด้านการส่งต่อวัคซีนนั้น ปัจจุบันทาง Sinovac ได้ทำข้อตกลงกับหลาย ๆ ประเทศและหนึ่งในนั้นก็มีประเทศไทยอยู่ด้วยครับ โดยตอนนี้ก็ได้มีการเริ่มฉีดวัคซีนซิโนแวคให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงและบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าไปแล้วจำนวนหนึ่ง และจะเริ่มฉีดให้แก่ประชาชนอายุ 18-59 ปีทั่วประเทศ (ฟรี) ในเดือนสิงหาคม 2021 ตามกำหนดการเดิม ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนเข้าไปลงทะเบียนจองคิวกันในวันที่ 1 กรกฎาคมครับ
สถานะ : ได้รับการอนุมัติในประเทศจีน และมีการใช้งานฉุกเฉินในประเทศอื่น ๆ
9. Bharat Biotech / ICMR (อินเดีย)

| ชื่อวัคซีน | Covaxin หรือที่เรียกว่า BBV152 A, B, C |
| ประสิทธิภาพ | 78% (ข้อมูลล่าสุด) |
| การให้วัคซีน | 2 โดส ห่างกันโดสละ 4 สัปดาห์ |
| ประเภทการฉีด | ไม่ระบุ |
| การเก็บรักษา | ในอุณหภูมิห้องอยู่ได้อย่างน้อย 1 สัปดาห์ |
| ชนิดวัคซีน | Inactivated (วัคซีนเชื้อตาย) |
Covaxin เป็นวัคซีนที่อยู่ภายใต้การผลิตของ Bharat Biotech และ ICMR ในประเทศอินเดีย โดยวัคซีนตัวนี้ถือเป็นตัวแรกที่ได้รับการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกของอินเดีย ทั้งนี้การทดลองก็ถือว่าเป็นไปได้ดีและไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรงแต่อย่างใด อีกทั้งการทดลองในเบื้องต้นนั้นวัคซีนได้ฉีดทดลองกับลิงและหนูแฮมเตอร์ ซึ่งผลออกมาพบว่าวัคซีนสามารถช่วยป้องกันเชื้อได้ ดังนั้นวัคซีน Covaxin จึงอนุมัติให้ใช้แบบฉุกเฉินในประเทศอินเดีย
สถานะ : ใช้ในกรณีฉุกเฉินประเทศอินเดียและประเทศอื่น ๆ
10. Johnson & Johnson (สหรัฐอเมริกา)

| ชื่อวัคซีน | Ad26.COV2.S |
| ประสิทธิภาพ | 72% ในสหรัฐอเมริกา , 68% ในบราซิล และ 64% ในแอฟริกาใต้ (ข้อมูลล่าสุด) |
| การให้วัคซีน | 1 โดส |
| ประเภทการฉีด | ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ |
| การเก็บรักษา | แช่แข็งใน –20 °C ได้นานถึง 2 ปี และแช่เย็นใน 2–8 °C ได้นานถึง 3 เดือน |
| ชนิดวัคซีน | Ad26 |
Johnson & Johnson (จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน) เป็นอีกหนึ่งวัคซีนมีการใช้งานในสหรัฐอเมริกาในกรณีฉุกเฉิน ช่วงที่อเมริกามีการระบาดในระดับสูงสุดวันละ 3 แสนกว่าคน หลังจากได้ฉีดวัคซีน Johnson & Johnson ก็แสดงให้เห็นว่าวัคซีนนั้นมีความปลอดภัยและใช้ได้ผลเพียงเข็มเดียวเท่านั้น (แทนที่จะเป็นการฉีด 2 โดสเหมือนวัคซีนทั่วไป) ทั้งยังเป็นเป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในสหรัฐอเมริกาได้ โดยใช้เทคนิคในการสร้างวัคซีนจากไวรัสที่เรียกว่า Adenovirus 26 หรือ Ad26 ซึ่งทาง Johnson & Johnson เองก็ได้เคยใช้วิธีนี้ในการจัดการกับโรคอีโบลาและโรคอื่น ๆ มาก่อน แต่ภายหลังพบว่ามีรายงานการเชื่อมโยงเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีนตัวนี้กับปัญหาลิ่มเลือดอุดตันที่เกิดขึ้นกับผู้คนจำนวนหนึ่งที่ได้รับวัคซีนไป ซึ่งในระหว่างการตรวจสอบปัญหาทาง FDA และ CDC ได้แนะนำให้ระงับการใช้วัคซีนชนิดนี้ไปก่อน
หากเรายังคงจำข่าวเกี่ยวกับผลข้างเคียงในวัคซีนของ AstraZeneca ได้จะพบว่าผลข้างเคียงในวัคซีน Johnson & Johnson นั้นคล้ายกับวัคซีน AstraZeneca มาก ๆ ทั้งนี้ก็ยังเกิดในกลุ่มคนจำนวนน้อยเช่นเดียวกัน ดังนั้นทางผู้ผลิตคงใช้เวลาไม่นานในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ซึ่งในระหว่างที่ตรวจสอบนั้นทางด้านผู้ผลิตเองก็ตัดสินใจชะลอการให้วัคซีนตัวนี้แก่สหภาพยุโรปประเทศอื่น ๆ ออกไปก่อนเช่นกัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ได้รับวัคซีน
ในส่วนของประเทศไทยนั้นวัคซีน Johnson & Johnson ก็ได้รับการรขึ้นทะเบียนใช้งานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ ดังนั้นเราอาจจะต้องอดใจรอกันอีกนิด เพื่อรอผลสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับอาการข้างเคียงหลังฉีดครับ
สถานะ : ใช้ในกรณีฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปและประเทศอื่น ๆ โดยมีการหยุดใช้ชั่วคราวในบางประเทศ และหยุดใช้ในเดนมาร์ก
ตารางสรุปวัคซีนโควิด 19 ของแต่ละบริษัท
| ชื่อวัคซีน | ประสิทธิภาพ | การให้วัคซีน | วัคซีนประเภท | การเก็บรักษา |
Comirnaty / BNT162b2
| 91.3 % (ข้อมูลล่าสุด) | 2 โดส เว้นโดสละ 3 สัปดาห์ | mRNA ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ | –25 °C ถึง –15 °C (ข้อมูลล่าสุด) |
 mRNA-1273 | มากกว่า 90% (ข้อมูลล่าสุด) | 2 โดส ห่างกันโดสละ 4 สัปดาห์ | mRNA ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ | เก็บในตู้เย็น 30 วัน เก็บในอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส ได้นาน 6 เดือน |
 Sputnik V | 91.4% (เข็มที่ 1) | 2 โดส ห่างกันโดสละ 3 สัปดาห์ | Ad26, Ad5 ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ | แช่แข็ง และกำลังพัฒนาให้สามารถเก็บในอุณหภูมิตู้เย็นได้ |
 Vaxzevria / AZD1222 | 76% (ข้อมูลล่าสุด) | 2 โดส ห่างกันโดสละ 4 สัปดาห์ | ChAdOx1 ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ | เก็บในตู้เย็นได้อย่างน้อย 6 เดือน |
 Convidecia / Ad5-nCoV | 65.28% (ข้อมูลล่าสุด) | 1 โดส | Ad5 ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ | ตู้เย็น |
 EpiVacCorona | ยังไม่ทราบ (อยู่ในขั้นตอนการทดลอง) | 2 โดส ห่างกันโดสละ 3 สัปดาห์ | Protein ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ | เก็บในตู้เย็นได้ถึง 2 ปี |
 BBIBP-CorV | 78.1% (ข้อมูลล่าสุด) | 2 โดส ห่างกันโดสละ 3 สัปดาห์ | Inactivated (วัคซีนเชื้อตาย) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ | ไม่ระบุ |
 CoronaVac | 50.65% ในบราซิล, 91.25% ในตุรกี (ข้อมูลล่าสุด) | 2 โดส ห่างกันโดสละ 2 สัปดาห์ | Inactivated (วัคซีนเชื้อตาย) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ | ตู้เย็น 2–8 °C |
 Covaxin | 78% (ข้อมูลล่าสุด) | 2 โดส ห่างกันโดสละ 4 สัปดาห์ | Inactivated (วัคซีนเชื้อตาย) ไม่ระบุ | ในอุณหภูมิห้องอยู่ได้อย่างน้อย 1 สัปดาห์ |
 Johnson & Johnson | 72% ในสหรัฐา, 68% ในบราซิล , 64% ในแอฟริกาใต้ (ข้อมูลล่าสุด) | 1 โดส | Ad26 ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ | แช่แข็งใน –20 °C ได้นานถึง 2 ปี และแช่เย็นใน 2–8 °C ได้นานถึง 3 เดือน |
ทำไม ไม่ควรเอาตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละยี่ห้อมาเปรียบเทียบกัน
ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่ควรเอาตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละยี่ห้อมาเทียบกัน อย่างเช่น วัคซีน A มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 95% ในขณะที่วัคซีน B มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 70% และ C มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 50 % เพราะตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บ่งบอกว่าวัคซีน A จะเป็นวัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อโควิดได้ดีที่สุด
เนื่องจากในการทดลองนั้นมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่อาจทำให้ตัวเลขประสิทธิภาพของแต่ละยี่ห้อออกมาต่างกัน จนไม่สามารถนำมาเทียบกันได้ เพราะต้องด้วยดูว่าผู้ทดลองนั้นอาศัยอยู่ในประเทศที่มีการระบาดติดเชื้อสูงหรือไม่? ประเทศที่ทดลองเริ่มมีการกลายเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่หรือไม่? ผู้ทดลองเป็นประชาชนทั่วไปหรือเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องเสี่ยงชีวิตเจอผู้ป่วยติดเชื้อโควิดทุกวัน? ผู้ทดลองอยู่ในช่วงอายุโดยเฉลี่ยเท่าไหร่? ผู้ทดลองมีโรคประจำตัวหรือไม่? รวมถึงหลักการทำงานวัคซีนแต่ละชนิดก็สามารถทำให้ผลลัพธ์ต่างกัน อย่างเช่นวัคซีนชนิด mRNA, Protein และ Inactivated หรือระยะการเว้นช่วงของโดสที่ 2 ก็มีส่วนเป็นตัวแปรสำคัญทั้งสิ้น
ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองแต่ตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนที่ระบุมาในรายงานวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่เราควรมองจากองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างร่วมด้วย ยิ่งมีการทดลองในด้านที่หลากหลายมากเท่าใดก็ยิ่งเป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจมากขึ้นเท่านั้น
ทั้งนี้หากคุณรู้สึกยังไม่มั่นใจในคุณภาพของวัคซีน คุณสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงและความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนโควิด 19 รวมถึงหากใครที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรลงทะเบียนรับวัคซีนจากรัฐบาลดีมั้ย? คุณสามารถเข้าไปหาเหตุผลที่ต้องฉีดวัคซีนโควิดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดได้ และก่อนจากกันใครที่ตอนนี้มีความเสี่ยงติดโควิคสูง คุณไม่ควรปล่อยความสงสัยเหล่านี้ให้กวนใจนาน ๆ หากคุณรู้ตัวว่ามีประวัติเสี่ยงอย่างการได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงคุณสามารถไปตรวจหาเชื้อโควิดได้ตามจุดบริการที่คุณสะดวกที่สุด ทั้งนี้ทางเรายังมีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่รู้ตัวว่าติดโควิดแล้วจะต้องติดต่อหน่วยงานไหนดี? มาฝากด้วย
สุดท้ายอย่าลืมดูแลตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน หากเป็นไปได้แนะนำให้สวมเป็นหน้ากากสองชั้นคือหน้ากากอนามัย+หน้ากากผ้า ในกรณีที่คุณจำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานที่ผู้คนแออัด รวมถึงควรล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ หรือหากไม่สะดวกล้างมือด้วยน้ำสะอาด ให้พกเป็นเจลแอลกอฮอล์ที่สามารถใช้แทนกันได้ และไม่ลืมที่จะเว้นระยะห่างต่อผู้คนรอบข้างด้วยนะ.............
ขอบคุณข้อมูลจาก : The New York Times