วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

อังกฤษแจก 'ชุดตรวจโควิด-19' ให้ประชาชน ทุกคนฟรี

 


อังกฤษแจก 'ชุดตรวจโควิด-19' ให้ประชาชน ทุกคนฟรี







ลอนดอน, 6 เม.ย. (ซินหัว) - เมื่อวันจันทร์ (5 เม.ย.) หน่วยงานสาธารณสุขของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่าประชาชนสหราชอาณาจักร

ทุกคนสามารถรับชุดตรวจโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ ใหม่ (โควิด-19) แบบรวดเร็ว จํานวน 1 ชุด สัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

เริ่มตั้งแต่วันศุกร์นี้ (9 เม.ย.) โดยเป็นผลจากการที่รัฐบาลพยายามขยายระยะเวลาโครงการทดสอบโรค


           ชุตตรวจแบบแถบสี ซึ่งสามารถแสดงผลลัพธ์ภายใน 30 นาที จะถูกจัดเตรียมไว้ตามศูนย์ทดสอบ ร้านขายยา และผ่านทางไปรษณีย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

แต่อย่างใด


“โครงการฉีดวัคซีนของเราคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนการคลายการล็อกดาวน์ตามแผนงานก็เป็นไปอย่าง ระมัดระวัง ดังนั้นการทดสอบแบบรวดเร็วอย่าง

เป็นประจําจึงมีความสําคัญมากในการรับประกันว่าความพยายาม เหล่านั้นจะไม่สูญเปล่า” บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าว


ขณะนี้ชุดตรวจแบบแถบสีได้ถูกจัดสรรให้เด็กนักเรียน ครอบครัว ตลอดจนผู้ที่ต้องออกนอกบ้านเพื่อไปทํางาน อยู่แล้ว ทว่าผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์บางฝ่ายยังคงมี

ข้อกังขาเกี่ยวกับการใช้ชุดตรวจดังกล่าว


เซียน เทเลอร์-ฟิลิปส์ ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพประชากรจากมหาวิทยาลัยวอร์วิก เปิดเผยกับสํานักข่าวสกาย น วสว่า “เราไม่รู้ว่าชุดตรวจแบบแถบสีมี

ความแม่นย่าแค่ไหนหากถูกน่าไปใช้ตามบ้านของประชาชน เราไม่รู้ว่ามัน จะยังมีประสิทธิภาพเหมือนเดิมหรือไม่เมื่อผู้คนทดสอบโรคกันเอง”


“สิ่งสําคัญที่เราไม่รู้คือการใช้ชุดตรวจเองที่บ้านส่งผลกระทบต่อการระบาดของโรคโควิต-19 อย่างไร” เทย์เลอ ร์-ฟิลิปส์กล่าว


จอห์นสันมีก่าหนดแถลงข่าว ณ ถนนดาวนิง สตรีตในวันจันทร์ (5 เม.ย.) และมีการคาดการณ์ว่าเขาจะประกาศ ผ่อนปรนการล็อกดาวน์ระยะถัดไป

พร้อมยืนยันว่าเมื่อมีการเดินทางระหว่างประเทศอีกครั้ง สหราชอาณาจักรจะ ประเมินความเสี่ยงของนานาประเทศด้วยระบบสัญญาณไฟจราจร (traffic light system)


นอกจากนั้นจอห์นสันมีกําหนดร่างแผนการใช้พาสปอร์ตโควต-19 ขณะสหราชอาณาจักรกําลังหวนคืนสู่ภาวะ ปกติ


สถิติทางการล่าสุดเผยว่ามีประชาชนในสหราชอาณาจักรฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดสแรกแล้วกว่า 31.5 ล้านคน อย่างไรก็ดีคณะผู้เชี่ยวชาญออกมา

เตือนว่าสหราชอาณาจักร “ยังคงไม่ผ่านพ้นจุดวิกฤต” ท่ามกลาง ความกังวลจากโรคโควิต-19 ชนิตกลายพันธุ์ และคลื่นการระบาดใหญ่ลูกที่สามในทวีปยุโรป


อนึ่ง ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลก อาทิ สหราชอาณาจักร จีน เยอรมนี รัสเซีย และสหรัฐไก่าลังแข่งขันกับเวลา ในการแจกจ่ายวัคซันโรคโควิต-19 ให้แก่

ประชาชน เพื่อให้วิถีชีวิตหวนคืนสู่ภาวะปกติอีกครั้ง






#อังกฤษแจกชุดตรวจโควิด19ให้ประชาชนทุกคนฟรี 

#ชุดตรวจโควิด19แบบแถบสีสามารถแสดงผลลัพธ์ภายใน30นาที 


NHS England launches twice-weekly Covid-19 testing campaign


The UK government is urging everyone in England to take free Covid-19 lateral flow tests (LFTs) twice a week.

The UK government is urging everyone in England to take a free Covid-19 lateral flow test (LFT) twice a week.

The public is being encouraged to “get into the habit” of using LFTs twice a week, with a major information campaign launching across TV, radio, press, digital, out-of-home advertising and social media.

The tests will be available in pharmacies, workplaces and community spaces, and can also be ordered for home delivery.

Health and Social Care Secretary Matt Hancock said: “Alongside the successful roll-out of the vaccination programme, rapid testing will be one of our most effective weapons in tackling this virus and ensuring we can cautiously reopen our economy and parts of society that we have all missed.”

Research published in January in the Annals of Internal Medicine suggests that around a third of people infected with Covid-19 are asymptomatic, meaning regular mass testing could theoretically help pick up these ‘missing’ cases.

Medicine Direct clinical director and superintendent pharmacist Hussain Abdeh told Medical Device Network: “LFTs are highly effective at identifying people with a high viral load, meaning that they are much more infectious than others. The LFT rollout is essential for England and the UK in reopening the economy given the speed at which a positive infectious result is given, in just 30 minutes.

“LFTs are typically not as accurate as PCR tests which are usually carried out under supervision and sent to a lab for testing. Inaccuracies on positive and negative results [represent] one of the biggest risks that LFTs possess.”

Statistics on LFT accuracy have varied wildly throughout the pandemic, especially in asymptomatic people.


CR   ::  https://www.medicaldevice-network.com/

อังกฤษ จ่อยกเลิกกักตัวกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ โควิด19 หากตรวจโรคทุกวัน

 


อังกฤษ จ่อยกเลิกกักตัวกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ โควิด19 หากตรวจโรคทุกวัน





โควิด19 - เมื่อ 2 พ.ค. สํานักข่าวสกาย นิวส์ (Sky News) ของสหราชอาณาจักร รายงานว่าการ ตรวจโรคแบบแลทเทอรัลโฟลว์ (Lateral flow) หรือการวินิจฉัยโรครายวันด้วยอุปกรณ์ทดสอบอย่าง ง่ายและรวดเร็ว อาจถูกใช้งดเว้นการกักตัวในบ้าน สําหรับผู้มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อโควิด19


รายงานข่าวระบุว่าปัจจุบันผู้มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อถูกกําหนดให้กักตัวในบ้านเป็นเวลา 10 วัน แต่มาตรการนี้อาจถูกยกเลิก หากการทดลองตรวจโรคแบบแลทเทอรัลโฟลว์รายวัน ซึ่งมีผู้เข้า ร่วมมากถึง 40,000 คน ประสบผลสําเร็จ


แมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักร ระบุว่า “มาตรการนําร่องใหม่นี้ อาจช่วยให้เราได้เปรียบในวิกฤตโรคระบาด โดยมอบทางเลือกทดแทนการกักตัวที่เป็นไปได้ให้กลุ่ม ผู้มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ เปิดทางให้ประชาชนออกไปทํางานและใช้ชีวิตของตัวเอง"


           การทดลองข้างต้นจะเริ่มวันที่ 9 พ.ค. โดยผู้มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อจะได้รับการติดต่อทาง โทรศัพท์ และหากตัดสินใจร่วมการทดลองก็จะได้รับชุดตรวจแบบแลทเทอรัลโฟลว์เพื่อใช้งาน 7 วัน โดยพวกเขาต้องตรวจโควิด19 ทุกเช้า และจะได้รับอนุญาตให้งดเว้นการกักตัวทุกวันที่มีผล ตรวจโรคเป็นลบและไม่แสดงอาการป่วยของโควิด19


            สำนักข่าวบีบีซีระบุว่าการตรวจโรคแบบแลทเทอรัลโฟลว์จะทราบผลภายในเวลาประมาณ 30 นาที แต่ยังถือว่ามีความแม่นย่าน้อยกว่าการตรวจแบบพซีอาร์ (PCR) ซึ่งทราบผลภายในเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง


                ทั้งนี้ สถิติทางการล่าสุดระบุว่าประชาชนในสหราชอาณาจักรได้รับวัคซีนป้องกันโควิด19 โดสแรก มากกว่า 34.3 ล้านคนแล้ว ด้านคณะผู้เชี่ยวชาญเตือนแม้การฉีดวัคซีนมีความคืบหน้า แต่สหราช อาณาจักร "ยังไม่พ้นวิกฤต" เนื่องจากยังคงมีความท้าทายจากเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ โดย เฉพาะที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ บราซิล และอินเดีย กอปรกับการระบาดระลอก 3 ในทวีปยุโรป


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Xinhua



ฝรั่งเศส อนุญาตให้ประชาชน ใช้ชุดตรวจ โควิด-19 ด้วยตัวเอง รู้ผลภายใน 30 นาที

 

ฝรั่งเศส อนุญาตให้ประชาชน ใช้ชุดตรวจ โควิด-19 ด้วยตัวเอง รู้ผลภายใน 30 นาที





สภาสูงสาธารณสุขฝรั่งเศส เห็นชอบให้ประชาชน ใช้ที่ตรวจหาเชื้อ โควิด-19 ด้วยตัวเอง โดยเก็บตัวอย่างทางชีวภาพทางจมูก รู้ผลภายใน 20-30 นาที


เมื่อวันที่ 17 มี.ค. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ในฝรั่งเศส ดังนี้ สถิติวันอังคารที่ 16 มี.ค.2564 (เวลา 14.00 น.) ยอดผู้ติดเชื้อสะสมรวม จำนวน 4,108,108 ราย (เพิ่มขึ้น 29,975 ราย) มีผู้ป่วยรักษาอยู่ที่ รพ. 25,492 ราย (เพิ่มขึ้น 23 ราย) เป็นผู้ป่วยรายใหม่ 2,005 ราย ภายใน 24 ชม. (เพิ่มขึ้น 329 ราย) และมีผู้ป่วยอาการหนัก 4,239 ราย (เพิ่มขึ้น 20 ราย) ซึ่งเป็นผู้ป่วยรายใหม่ 435 รายภายใน 24 ชม. (เพิ่มขึ้น 34 ราย)

โดยมีผู้ป่วยรายใหม่รักษาอยู่ที่ รพ. ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา 10,034 ราย (เพิ่มขึ้น 179 ราย) มีผู้ป่วยอาการหนักรายใหม่ 2,272 ราย (เพิ่มขึ้น 6 ราย) เสียชีวิตที่ รพ. 65,791 ราย (เพิ่มขึ้น 314 ราย) และเสียชีวิตที่บ้านพักคนชราและที่ศูนย์การแพทย์สังคม (établissements médico-sociaux) 25,405 ราย (เพิ่มขึ้นจากสถิติวันที่ 12 มี.ค. 94 ราย) รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมด 91,196 ราย (เพิ่มขึ้น 408)

อัตราการตรวจพบเชื้อไวรัสจากการตรวจหาเชื้อทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 7.5 จำนวนผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อยหนึ่งโดส 5,295,735 (สถิติวันที่ 15 มี.ค.) (เพิ่มขึ้น 160,119 รายภายใน 24 ชม.) โดยมีผู้สูงวัยที่พำนักที่บ้านพักคนชราได้รับการฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อยหนึ่งโดส ร้อยละ 89


เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2564 กรมสาธารณสุขฝรั่งเศสได้แจ้งเตือนเกี่ยวกับการพบเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ในแคว้น Bretagne (สายพันธุ์ Breton) หลังจากที่พบผู้มีอาการป่วยเหมือนติดเชื้อไวรัส โควิด-19 แต่มีผลตรวจ test PCR เป็นลบจำนวนหลายรายที่ รพ. เมือง Lannion จังหวัด Côtes-d’Armor ซึ่งหลังการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวจำนวนอย่างน้อย 8 รายที่ cluster รพ. เมือง Lannion ซึ่ง test PCR ไม่สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสสายพันธุ์ Breton ได้

ปัจจุบัน เชื้อไวรัสสายพันธุ์ Breton ถูกจัดให้อยู่ในประเภท “เฝ้าติดตาม” (variant under investigation) เช่นเดียวกับสายพันธุ์อื่น ๆ อีกหลายพันชนิด และยังคงมีเพียงสายพันธุ์สหราชอาณาจักร แอฟริกาใต้และบราซิลที่ถูกจัดให้อยู่ในประเภทที่อาจเป็นอันตรายมากกว่าเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดิมได้ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังศึกษาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเกี่ยวกับสายพันธุ์ Breton ว่าจะสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าสายพันธุ์เดิมหรือก่อให้เกิดอาการหนักกว่าสายพันธุ์เดิมได้หรือไม่

การใช้ชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยตนเอง (les autotests)

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2564 สภาสูงสาธารณสุขฝรั่งเศส (Haute autorité de santé) ได้ให้ความเห็นชอบในการใช้ชุดตรวจหาเชื้อ covid-19 ด้วยตนเอง (les autotests) โดยเป็นชุดการตรวจหาเชื้อประเภท test antigénique ซึ่งยังคงต้องเก็บตัวอย่างทางชีวภาพทางจมูก แต่ไม่จำเป็นต้องเก็บตัวอย่างลึกในโพรงจมูกเท่าการทำ test PCR และสามารถใช้ได้สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไปทุกราย แม้ว่าจะยังไม่มีอาการป่วยก็ตาม และสามารถทราบผลได้ภายใน 20-30 นาที โดยปัจจุบันเยอรมนี ออสเตรีย เนเธอร์แลนด์และสหราชอาณาจักรก็อนุญาตให้ใช้ชุดตรวจหาเชื้อด้วยตนเองได้แล้วเช่นกัน

สภาสูงสาธารณสุขเห็นว่า การใช้ชุดตรวจหาเชื้อด้วยตนเองจะเป็นประโยชน์สำหรับการตรวจหาเชื้อก่อนพบปะสังสรรค์กับครอบครัว/เพื่อนฝูง และสามารถเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในกรณีที่ต้องมีการตรวจหาเชื้อในกลุ่มคนจำนวนมากซึ่งสามารถเก็บตัวอย่างในโพรงจมูกเองได้ ควบคู่กับการตรวจหาเชื้อประเภท test antigénique ตามปกติซึ่งต้องให้บุคลากรทางการแพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้เก็บตัวอย่างทางชีวภาพ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ปรากฏผลเป็นบวก จะต้องได้รับการยืนยันผลจากการตรวจประเภท test PCR ต่อไป ซึ่งจะสามารถทราบถึงสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสด้วย ทั้งนี้ ก.สาธารณสุขฝรั่งเศสจะเป็นผู้กำหนดรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งเกี่ยวกับสถานที่ที่สามารถจำหน่ายชุดตรวจดังกล่าวได้ และการคืนค่าชุดตรวจในกรณีใดบ้าง



เตือนอย่าใช้ "ชุดตรวจเชื้อโควิด19" ตรวจเอง เสี่ยงแปลผลผิด แพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว

 

เตือนอย่าใช้ "ชุดตรวจเชื้อโควิด19" ตรวจเอง เสี่ยงแปลผลผิด แพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว

อย. เตือนอย่าใช้ชุดตรวจเชื้อโควิด-19 มาตรวจเอง เพราะมีข้อจำกัดการแปลผล ให้ผลลบปลอมได้ หากผู้ใช้แปลผลไม่ถูกต้อง อาจเพิ่มความเสี่ยงการกระจายการติดเชื้อในวงกว้าง ขณะที่การตรวจหาเชื้อด้วยวิธีมาตรฐาน RT-PCR ที่อาศัยการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการขณะนี้มีมากกว่า 270 แห่งทั่วประเทศ

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีผู้เสนอให้รัฐบาลจัดหาชุดตรวจเชื้อโควิด-19 ด้วยตัวเอง (Self- test) เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจเชื้อได้ด้วยตนเอง เหมือนในประเทศอังกฤษ พร้อมเสนอให้ผู้ป่วยที่อาการไม่หนักรักษาตัวที่บ้านได้นั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอชี้แจงว่า ชุดตรวจโควิด-19 โดยการหาเชื้อจากโปรตีนดังกล่าว เรียกว่า Rapid Ag test มีลักษณะเป็นแถบตรวจ ให้หยดน้ำยาที่มีเนื้อเยื่อจากการแยงจมูก (swab) ชุดทดสอบนี้หากตรวจในช่วงแรกหลังรับเชื้อ หรือเลยช่วง 7-10 วันหลังมีอาการ อาจให้ผลลบปลอม จนนำไปสู่การแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่นได้ดังนั้น การแปลผลต้องอาศัยความชำนาญของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ซึ่งต่างจากการตรวจหาเชื้อจากสารพันธุกรรมด้วยวิธีมาตรฐาน RT-PCR ที่สามารถตรวจพบเชื้อได้แม้มีปริมาณเชื้อไม่มาก นอกจากนี้ยังมีการตรวจหาสารพันธุกรรมด้วยวิธีอื่น ได้แก่ RT-LAMP ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย.แล้ว เช่น COXY-AMP ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือและอุปกรณ์ทางห้องปฏิบัติการในการตรวจ ประชาชนทั่วไปไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง

รองเลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า การใช้ชุดตรวจมาตรวจเอง มีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น ขั้นตอนและเทคนิคในการเก็บตัวอย่างจากโพรงจมูก หากเก็บไม่ถูกวิธีจะเสี่ยงต่อการแปลผลที่คลาดเคลื่อนและให้ผลลบปลอมได้ หากผู้ใช้แปลผลไม่ถูกต้อง อาจเพิ่มความเสี่ยงการกระจายการติดเชื้อในวงกว้าง ประสิทธิภาพของ ชุดตรวจด้วยตัวเอง มีความแม่นยำน้อยกว่าวิธีมาตรฐาน RT-PCR ที่ตรวจโดยห้องปฏิบัติการโดยตรง ส่งผลให้มีโอกาสเกิดผลลบปลอมที่สูงกว่า และถึงแม้ว่าผลทดสอบจะปรากฏผลลบ ยังจำเป็นต้องประเมินอาการและปัจจัยอื่นร่วมด้วย ซึ่งต้องอาศัยการให้คำแนะนำโดยบุคลากรทางการแพทย์ ที่สำคัญหากพบผลบวกต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ไม่สามารถกักตัวที่บ้าน เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที และ ป้องกันกรณีไม่ปฏิบัติตามแนวทางที่เหมาะสม อาจแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว จนนำไปสู่การแพร่ระบาดรอบใหม่

ปัจจุบัน อย. ได้อนุญาตน้ำยาที่ใช้ในการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก มีความแม่นยำมากที่สุดเมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ โดยจำนวนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่ได้รับอนุญาตแล้ว มีมากกว่า 80 ผลิตภัณฑ์ จากหลากหลายบริษัท เพียงพอสำหรับการตรวจวิเคราะห์ ในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ซึ่งมีมากกว่า 270 แห่งทั่วประเทศ รองเลขาธิการฯ กล่าว

ที่มา  ::   https://www.hfocus.org/

วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

เปรียบเทียบวัคซีนโควิด 19 ของแต่ละบริษัท – ยี่ห้อไหนดี

 

เปรียบเทียบวัคซีนโควิด 19 ของแต่ละบริษัท – ยี่ห้อไหนดี


ในช่วงเวลาที่น่าตึงเครียดของประชาชนในประเทศไทยจากการระบาดขึ้นในระลอก 3 ของเชื้อโควิด ทำให้ประชาชนหลายคนเกิดความวิตกกังวล ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบ จนเกิดการว่างงานและสูญเสียรายได้ รวมไปถึงสุขภาพของตนเองที่อาจได้รับความเสี่ยงจากโรคระบาด ถึงแม้ว่าโรคอาจจะทำให้เกิดอาการเพียงแค่ รู้สึกไม่สบาย มีอาการปวดหัว ตัวร้อน และเจ็บคอ แต่ในผู้สูงอายุหรือกลุ่มเสี่ยงโควิดที่มีโรคประจำตัวก็อาจจะทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

ทั้งนี้การป้องกันโรคที่ดีที่สุดในเบื้องต้นคือการใส่หน้ากากอนามัย และล้างมือด้วยสบู่กับน้ำสะอาดหรือด้วยเจลล้างมือแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นวิธีที่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทุกคนรอคอยคือข่าวและความคืบหน้าของ วัคซีนโควิด 19 ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการรายงานออกมาให้ประชาชนได้ใจชื้นกันขึ้นมาบ้าง เพราะมีหลากหลายบริษัททั่วโลก ได้ทำการพัฒนาและผลิตวัคซีน อีกทั้งยังได้ทดลองกันมาหลายเฟสแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

ซึ่งผลลัพธ์ของวัคซีนในหลายตัวนั้นถือว่ามีประสิทธิภาพที่ดี จนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายในการป้องกันโรคโควิด 19 ได้อย่างดีเยี่ยม แต่หลายคนก็อาจจะยังไม่ทราบว่าวัคซีนที่กำลังผลิตในตอนนี้มีอะไรบ้าง ? และประเทศไทยได้สั่งซื้อวัคซีนตัวไหนและสูตรไหนมาผลิตเพื่อฉีดให้กับคนไทย? ดังนั้นวันนี้เราจึงได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลเพื่อทำการ เปรียบเทียบ วัคซีนโควิด 19 ของแต่ละบริษัท มาฝากกัน


1. Pfizer (สหรัฐอเมริกา) กับ Biontech (เยอรมันนี)

วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19

ชื่อวัคซีนComirnaty หรือ BNT162b2
ประสิทธิภาพ91.3 % (ข้อมูลล่าสุด)
การให้วัคซีน2 โดส เว้นโดสละ 3 สัปดาห์
ประเภทการฉีดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
การเก็บรักษา–25 °C ถึง –15 °C (ข้อมูลล่าสุด)
ชนิดวัคซีนmRNA

วัคซีนตัวนี้เป็นการร่วมงานกันระหว่าง Pfizer ของประเทศสหรัฐอเมริกาและ Biontech ของประเทศเยอรมันนี หรือที่เรานิยมเรียกว่าวัคซีน Pfizer (ไฟเซอร์) โดยจุดประสงค์ของการทำงานร่วมในครั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำการวิจัยและผลิตวัคซีนโควิด 19 ออกมาให้มีประสิทธิภาพได้มากที่สุด ซึ่งผลที่ออกมาถือได้ว่าเป็นที่น่าพอใจ เพราะวัคซีนมีประสิทธิภาพที่สูง 95% ในการประเมินเข็มแรก และหลังจากฉีดเข็มที่ 2 ไปแล้วในช่วงเดือนมีนาคม 2021 ก็ได้มีการตรวจประสิทธิภาพของวัคซีนอีกครั้ง พบว่าวัคซีน Pfizer มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 91.3% แน่นอนว่าจำนวนตัวเลขนี้ไม่เป็นการบ่งบอกว่าประสิทธิภาพของวัคซีน Pfizer ลดลง เนื่องจากมีปัจจัยหลายสิ่งที่อาจเป็นตัวแปรส่งกระทบต่อผลการประเมินได้

และในส่วนของประสิทธิภาพของการป้องกันเชื้อโควิดกลายพันธุ์นั้น ยังถือว่าวัคซีน Pfizer สามารถทำได้ในระดับที่ดี แต่อาจจะมีประสิทธิภาพลดลงไปบ้างหากเจอกับเชื้อโควิดกลายพันธุ์บางสายพันธุ์ สำหรับสตรีมีครรภ์ที่พึงประสงค์จะฉีดวัคซีนตัวนี้ โปรดรอการยืนยันจากทางผู้ผลิตอีกครั้ง เพราะกำลังอยู่ในช่วงทดสอบ หากมีความคืบหน้าประการใดทาง bestreview.asia จะรีบมาอัปเดทข้อมูลให้ทราบโดยทันที

นอกจากนี้ยังมีข่าวดีอีกเรื่องเนื่องจากในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ทางผู้ผลิตได้ประกาศว่าพวกเขาสามารถทำให้อุณหภูมิที่ใช้เก็บรักษาวัคซีนเปลี่ยนเป็นช่วง -25 °C ถึง -15 °C ได้ (จากเดิมอยู่ที่ -70 °C) ซึ่งในปัจจุบันวัคซีนตัวนี้ก็ได้รับการอนุมัติไปแล้วในหลาย ๆ ประเทศ นอกจากนี้ยังมีประเทศยักษ์ใหญ่อีกมากมายที่ได้สิทธิ์ในการสั่งซื้อ ซึ่งจากการประเมินอย่างคร่าว ๆ พบว่าทาง Pfizer และ BioNTech จะต้องผลิตวัคซีนในปี 2021 เกือบ 3 พันล้านโดสเลยทีเดียวครับ

สถานะ : ได้รับการอนุมัติในหลายประเทศ ใช้ในกรณีฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกาสหภาพยุโรปและประเทศอื่น ๆ

ข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Pfizer

2. Moderna กับ National Institutes of Health หรือ NIH (สหรัฐอเมริกา)

วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19

ชื่อวัคซีนmRNA-1273
ประสิทธิภาพมากกว่า 90% (ข้อมูลล่าสุด)
การให้วัคซีน2 โดส ห่างกันโดสละ 4 สัปดาห์
ประเภทการฉีดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
การเก็บรักษาเก็บในตู้เย็น 30 วัน / เก็บในอุณหภูมิ -20  องศาเซลเซียส ได้นาน 6 เดือน
ชนิดวัคซีนmRNA

วัคซีน mRNA-1273 เป็นการร่วมมือกันของ Moderna และ NIH หรือที่พวกเรานิยมเรียกว่าวัคซีน Moderna (โมเดอร์นา) ถือว่าเป็นวัคซีนตัวที่ 2 ที่ได้รับอนุญาตจาก FDA หลังจากวัคซีนที่ Pfizer ได้รับอนุญาตไปไม่นาน โดยในเริ่มแรกนั้นทางผู้ผลิตได้ทดสอบกับลิงก่อน ซึ่งผลที่ออกมาคือวัคซีนสามารถป้องกันเชื้อโควิด 19 ให้กับลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมาในเฟสการทดลองระยะที่สาม ทางผู้ผลิตก็ได้เริ่มทำการทดลองกับอาสาสมัครจำนวน 3 หมื่นคนในช่วงเดือนกรกฎาคมของปี 2020 และผลที่ออกมาพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนนั้นมีเปอร์เซ็นต์สูงถึง 94.5 %

ต่อมาในเดือนเมษายน 2021 ทางผู้ผลิตได้มีการเก็บข้อมูลการฉีดวัคซีนในเข็มที่ 2 มาวิเคราะห์เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของวัคซีนอีกครั้ง พบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนนั้นอยู่ที่ “มากกว่า 90%” ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ตัวเลขอาจจะมีลดลงไปบ้าง เพราะในความเป็นจริงแล้วในการประเมินมักมีปัจจัยที่ต่างกัน ดังนั้นวัคซีน Moderna ก็ยังเป็นวัคซีนตัวท็อปที่หลาย ๆ ประเทศต้องการอยู่ดี ซึ่งในปัจจุบันทางผู้ผลิตวัคซีน Moderna ได้ส่งมอบตัวยาไปแล้ว 132 ล้านโดสทั่วโลกที่ถือว่าเป็นการพิสูจน์ได้ว่าตัววัคซีนมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากเพียงใด

และเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมาวัคซีน Moderna ก็ได้รับการขึ้นทะเบียน อย. ในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหมายความว่าบริษัทเอกชนจะสามารถนำเข้ามาได้อย่างถูกต้อง และตัวแทนในการนำเข้าวัคซีน Moderna ครั้งนี้คือบริษัท ZuelligFIRST โดยราคาในการฉีดรวมทั้งสองเข็มนั้นคาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท (ราคานี้ยังไม่เป็นที่ยืนยัน) ซึ่งหากใครที่สนใจวัคซีน Moderna อยู่และอยากทราบรายละเอียดที่แน่ชัดก็อดใจรออีกนิดครับ รับรองว่าได้ฉีดทันปลายปีนี้อย่างแน่นอน

สถานะ : ได้รับการอนุมัติในสวิตเซอร์แลนด์ และได้ใช้ในกรณีฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกาสหภาพยุโรปและประเทศอื่น ๆ

ข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Moderna

3. Gamaleya Research Institute (รัสเซีย)

ชื่อวัคซีนSputnik V (ชื่อเดิม Gam-Covid-Vac)
ประสิทธิภาพ91.6% (ยังไม่อัปเดตข้อมูลเข็มที่สอง)
การให้วัคซีน2 โดส ห่างกันโดสละ 3 สัปดาห์
ประเภทการฉีดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
การเก็บรักษาแช่แข็ง และกำลังพัฒนาให้สามารถเก็บในอุณหภูมิตู้เย็นได้
ชนิดวัคซีนAd26, Ad5

Gamaleya เป็นสถาบันวิจัยส่วนหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุขในรัสเซียที่ได้ผลิตวัคซีน Gam-Covid-Vac ขึ้นมา และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อวัคซีนมาเป็น Sputnik V (สปุตนิก วี) โดย Sputnik V นั้นมีประสิทธิภาพของการป้องกันการติดเชื้อในเข็มแรกอยู่ที่ 91.6% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก ๆ และยังตอกย้ำความน่าเชื่อถือที่ทำให้วัคซีน Sputnik V กลายเป็นที่จับตามองมากยิ่งขึ้นด้วยการจับมือกันระหว่าง Gamaleya และผู้ผลิตยาอย่าง AstraZeneca ในเดือนธันวาคมปี 2020 โดยตัววัคซีนนั้นจะมีเทคนิคในการผลิตแบบที่จะใช้ Ad26 ในเข็มแรก และจะใช้ Ad5 ในเข็มที่สอง แต่ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับประสิทธิภาพในเข็มที่ 2 ของ Sputnik V ออกมาอัปเดตเพิ่มเติมแต่อย่างใด

ในขณะเดียวกันช่วงเดือนมกราคม 2021 ทาง Gamaleya ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับทดลอง Sputnik Light ซึ่งเป็นวัคซีนโควิดชนิดเดียว Sputnik V แต่จะมีราคาถูกกว่า เพราะเป็นการฉีดวัคซีนเพียงเข็มเดียวที่สามารถให้ประสิทธิภาพในการป้องกัน 4-5 เดือน ซึ่งเป็นการสร้างวัคซีนแบบเดียวกับ Johnson & Johnson (J&J) ที่ใช้Ad26 ในเข็มแรกเท่านั้น และในเดือนพฤษภาคม 2021 โดยทางผู้ผลิตยังได้ออกมาประกาศอีกครั้งเกี่ยวประสิทธิภาพของวัคซีน Sputnik Light นั้นมีประสิทธิภาพสูงถึง 79.4% แต่ก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับเชื้อโควิดกลายพันธุ์ว่าสามารถป้องกันได้หรือไม่ โดยในขณะนี้ Sputnik Light ก็กำลังอยู่ในช่วงรอการอนุมัติสำหรับใช้งานในประเทศรัสเซียอยู่

สถานะ : เริ่มใช้ในรัสเซีย การใช้งานฉุกเฉินในประเทศอื่น ๆ


4. Oxford (สหราชอาณาจักร) / AstraZeneca (อังกฤษ-สวีเดน)  *ไทยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสูตรนี้ – กำลังผลิต*

วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19

ชื่อวัคซีนVaxzevria หรือที่เรียกว่า AZD1222
ประสิทธิภาพ76% จากการศึกษาของสหรัฐอเมริกา (ข้อมูลล่าสุด)
การให้วัคซีน2 โดส ห่างกันโดสละ 4-12 สัปดาห์
ประเภทการฉีดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
การเก็บรักษาเก็บในตู้เย็นได้อย่างน้อย 6 เดือน
ชนิดวัคซีนChAdOx1

วัคซีนตัวนี้เป็นการร่วมงานกันระหว่างมหาวิทยาลัย Oxford และบริษัทผลิตยา AstraZeneca ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวัคซีนที่ได้รับการต้องการจากทั่วโลก เนื่องจากมีราคาต้นทุนต่ำและง่ายต่อการเก็บรักษา เพราะใช้เพียงการแช่เย็นเท่านั้นไม่ต้องแช่แข็งเหมือนชนิดวัคซีน mRNA โดยวัคซีนตัวนี้ก็มีประสิทธิภาพในการต่อต้านโควิดได้ถึง 76% ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในชื่อวัคซีน Vaxzevria

แม้ว่าจะมีบางประเทศเลือกที่จะลดความเสี่ยงโดยการห้ามใช้วัคซีน Vaxzevria ในผู้สูงอายุ เนื่องจากมีรายงานในเดือนมีนาคม 2021 ที่ประเทศเดนมาร์กและนอร์เวย์ ว่าวัคซีน Vaxzevria มีผลข้างเคียงเกี่ยวกับการเกิดลิ่มเลือดภายหลังการฉีด ซึ่งแม้ว่าจะมีรายงานออกมาให้เห็นอยู่บ้าง แต่สำหรับประเทศไทยนั้นไม่ได้มีการห้ามฉีดในผู้สูงอายุแต่อย่างใด เนื่องจากตัววัคซีนมีผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมาก ๆ และที่สำคัญทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานกำกับคุณภาพยาของสหภาพยุโรป (EU) ต่างก็ให้การรับรองแล้วว่าตัววัคซีนมีความปลอดภัยและเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ จึงแนะนำให้แต่ละประเทศสามารถดำเนินการฉีดวัคซีน Vaxzevria ในผู้สูงอายุประเทศของตนต่อไปได้ ดังนั้นประเทศไทยจะดำเนินการจะใช้สูตรวัคซีนตัวนี้ในการผลิตเองและจะฉีดตาม Timeline การฉีดวัคซีนโควิด 19 ในประเทศไทยตามแผนที่วางไว้ต่อไป โดยจะใช้วัคซีนตัวนี้ในการฉีดระยะที่ 2 ให้แก่กลุ่มสูงอายุ-ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว


โดยตอนนี้วัคซีน Vaxzevria หรือที่เราคุ้นหูว่า “วัคซีนแอสตราเซเนกา” นั้นเริ่มมีความก้าวหน้าในการผลิตมากขึ้นแล้ว ทุกคนคงทราบดีว่าการผลิตวัคซีนตัวนี้อยู่ในการดำเนินการของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ที่ได้รับการดูแลควบคุมคุณภาพของวัคซีนให้เป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล ทั้งยังได้รับการประเมินจากบริษัท AstraZeneca เกี่ยวกับการผลิตตัววัคซีน รวมถึงตรวจสอบองค์ประกอบในหลาย ๆ ด้านของสยามไบโอไซเอนซ์เป็นเรียบร้อยแล้ว โดยจะทางบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์จะจัดส่งวัคซีนให้แก่กรมควบคุมโรคและกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเริ่มใช้ฉีดให้ประชาชนตามที่กำหนดไว้ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2021 นี้ (ขั้นตอนการลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีนโควิด 19 ฟรี)

สถานะ : ได้รับการอนุมัติในบราซิล, หยุดใช้ในเดนมาร์ก, ใช้ในกรณีฉุกเฉินในสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรปประเทศอื่น ๆ

ข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ AstraZeneca

5. Cansino Biologics (จีน)

วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19

ชื่อวัคซีนConvidecia หรือเรียกในอีกชื่อว่า Ad5-nCoV
ประสิทธิภาพ65.28% (ข้อมูลล่าสุด)
การให้วัคซีน1 โดส
ประเภทการฉีดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
การเก็บรักษาแช่เย็นในตู้เย็น
ชนิดวัคซีนAd5

Convidecia หรือ Ad5-nCoV เป็นวัคซีนที่ผลิตในประเทศจีนที่พัฒนาโดยบริษัท CanSino Biologics ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารของจีน (Academy of Military Medical Sciences) โดยมีรูปแบบการฉีดเพียง 1 โดสหรือ 1 เข็มเท่านั้น ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากอะดีโนไวรัสหรือที่เรียกว่า Ad5 และได้เริ่มดำเนินการทดลองระยะที่ 3 ไปแล้วในหลายประเทศ ทั้งในกลุ่มประเทศจีน, ปากีสถาน, รัสเซีย, เม็กซิโก และชิลี โดยผลการประเมินผลการฉีดวัคซีนตัวนี้ มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 65.28% ซึ่งทางผู้ผลิตก็ยังบอกอีกว่าประสิทธิภาพของวัคซีนอาจจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งนี้ยังต้องรอผลการทดลองเพิ่มเติมหลังจากฉีดวัคซีนไปแล้ว 6 เดือนจึงสามารถสรุปผลได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง

สถานะ : ได้รับการอนุมัติในประเทศจีน การใช้งานฉุกเฉินในประเทศอื่น ๆ


6. Vector Institute (รัสเซีย)

EpiVacCorona

ชื่อวัคซีนEpiVacCorona
ประสิทธิภาพยังไม่ทราบ (อยู่ในขั้นตอนการทดลอง)
การให้วัคซีน2 โดส ห่างกันโดสละ 3 สัปดาห์
ประเภทการฉีดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
การเก็บรักษาเก็บในตู้เย็นได้ถึง 2 ปี
ชนิดวัคซีนProtein

Vector Institute เป็นศูนย์วิจัยทางชีวภาพในประเทศรัสเซีย ซึ่งศูนย์วิจัยของที่นี้ได้ทำการจดทะเบียนทดลองวัคซีนป้องกันโควิด 19 ในเฟส 1 และ 2 โดยวัคซีนที่ใช้ทดสอบในครั้งนี้มีชื่อว่า ‘EpiVacCorona’ ทั้งนี้ส่วนประกอบในวัคซีนจะเป็น Viral proteins หรือที่รู้จักกันในชื่อเพปไทด์ วัคซีน EpiVacCorona ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากประธานีธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งถือเป็นวัคซีนตัวที่ 2 ต่อจาก Gamaleya Research Institute ที่ได้รับการอนุมัติ โดยการทดสอบในเฟส 3 ที่จะทดสอบวัคซีนกับประชาชนนั้นเริ่มทดสอบไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 ที่ผ่านมา และมีรายงานในเดือนธันวาคมว่า ได้มีการฉีดวัคซีนให้กลุ่มอาสาสมัครไปกว่า 1,438 เคสแล้ว ซึ่งในเดือนมกราคมทางรัสเซียได้มีนโยบายการฉีดวัคซีนจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นก็รวมถึงวัคซีนจาก EpiVacCorona ด้วยเช่นกัน โดยทางผู้ผลิตคาดว่าจะสามารถให้ผลการศึกษาเบื้องต้นได้ ในเดือนสิงหาคม 2021 นี้

สถานะ : เริ่มใช้ในรัสเซีย ได้รับการอนุมัติในเติร์กเมนิสถาน


7. Sinopharm (จีน)

วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19

ชื่อวัคซีนBBIBP-CorV
ประสิทธิภาพ78.1% (ข้อมูลล่าสุดจาก WHO)
การให้วัคซีน2 โดส ห่างกันโดสละ 3 สัปดาห์
ประเภทการฉีดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
การเก็บรักษาไม่ระบุ
ชนิดวัคซีนInactivated (วัคซีนเชื้อตาย)

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2020 ได้มีรายงานผลลัพธ์การฉีดวัคซีน BBIBP-CorV หรือที่เราเรียกว่า ซิโนฟาร์ม เป็นตัววัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคโควิด 19 ได้ถึง 79.34% ซึ่งประสิทธิภาพในระดับนี้ทำให้รัฐบาลของจีนได้ทำการอนุมัติวัคซีนเป็นที่เรียบร้อย โดยที่ผ่านมาวัคซีน BBIBP-CorV ได้ฉีดให้ประชาชนชาวจีนไปเกือบล้านคนแล้ว อีกทั้งยังได้มีการรายงานจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่าตัววัคซีนมีประสิทธิภาพสูงถึง 86% เลยทีเดียว ส่วนองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ได้ประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนเช่นกัน ผลออกมาอยู่ที่ 78.1% ดังนั้นทาง WHO จึงจัดให้วัคซีน BBIBP-CorV เป็นวัคซีนที่ได้รับการอนุญาตใช้ในกรณีฉุกเฉินได้

สถานะ : ได้รับการรับรองในจีน, ยูเออีบาห์เรน และใช้งานฉุกเฉินในประเทศอื่น ๆ


8. SinoVac (จีน) *ไทยสั่งซื้อวัคซีนตัวนี้*

วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19

ชื่อวัคซีนCoronaVac
ประสิทธิภาพ50.65% ทดลองในบราซิล, 91.25% ในการทดลองในตุรกี (ข้อมูลล่าสุด)
การให้วัคซีน2 โดส ห่างกันโดสละ 2 สัปดาห์
ประเภทการฉีดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
การเก็บรักษาตู้เย็น 2–8 °C
ชนิดวัคซีนInactivated (วัคซีนเชื้อตาย)

SinoVac (ซิโนแวค) เป็นบริษัทในประเทศจีน ที่พัฒนาและผลิตวัคซีนในชื่อ ‘CoronaVac’ แต่เรามักจะนิยมเรียกกันว่า “วัคซีนซิโนแวค” มากกว่า โดยวัคซีนตัวนี้มักเป็นประเด็นถกเถียงกันบ่อย เกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนที่ให้ผลลัพธ์ตัวเลขต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะจากการประเมินในประเทศบราซิลพบว่ามีประสิทธิภาพอยู่ที่ 50.65% ส่วนการประเมินในประเทศตุรกีกลับมีประสิทธิภาพสูงถึง 91.25% อันที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องปกติ ๆ ที่ทั้งสองประเทศจะให้ค่าประสิทธิภาพที่ต่างกัน เพราะด้วยปัจจัยที่ใช้ในการทดลองต่างกันจึงทำให้ผลการทดลองออกมาต่างกันด้วย หากคุณต้องการทราบเหตุผลเพิ่มเติมที่ว่าทำไมเราจึงไม่ควรดูเพียงแค่ตัวเลขในรายงานเพียงอย่างเดียว คุณสามารถกดอ่านได้ในหัวข้อ “ทำไม ไม่ควรเอาตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละยี่ห้อมาเปรียบเทียบกัน“

สำหรับด้านการส่งต่อวัคซีนนั้น ปัจจุบันทาง Sinovac ได้ทำข้อตกลงกับหลาย ๆ ประเทศและหนึ่งในนั้นก็มีประเทศไทยอยู่ด้วยครับ โดยตอนนี้ก็ได้มีการเริ่มฉีดวัคซีนซิโนแวคให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงและบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าไปแล้วจำนวนหนึ่ง และจะเริ่มฉีดให้แก่ประชาชนอายุ 18-59 ปีทั่วประเทศ (ฟรี) ในเดือนสิงหาคม 2021 ตามกำหนดการเดิม ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนเข้าไปลงทะเบียนจองคิวกันในวันที่ 1 กรกฎาคมครับ

สถานะ : ได้รับการอนุมัติในประเทศจีน และมีการใช้งานฉุกเฉินในประเทศอื่น ๆ


9. Bharat Biotech / ICMR (อินเดีย)

วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19

ชื่อวัคซีนCovaxin หรือที่เรียกว่า BBV152 A, B, C
ประสิทธิภาพ78% (ข้อมูลล่าสุด)
การให้วัคซีน2 โดส ห่างกันโดสละ 4 สัปดาห์
ประเภทการฉีดไม่ระบุ
การเก็บรักษาในอุณหภูมิห้องอยู่ได้อย่างน้อย 1 สัปดาห์
ชนิดวัคซีนInactivated (วัคซีนเชื้อตาย)

Covaxin เป็นวัคซีนที่อยู่ภายใต้การผลิตของ Bharat Biotech และ ICMR ในประเทศอินเดีย โดยวัคซีนตัวนี้ถือเป็นตัวแรกที่ได้รับการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกของอินเดีย ทั้งนี้การทดลองก็ถือว่าเป็นไปได้ดีและไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรงแต่อย่างใด อีกทั้งการทดลองในเบื้องต้นนั้นวัคซีนได้ฉีดทดลองกับลิงและหนูแฮมเตอร์ ซึ่งผลออกมาพบว่าวัคซีนสามารถช่วยป้องกันเชื้อได้ ดังนั้นวัคซีน Covaxin จึงอนุมัติให้ใช้แบบฉุกเฉินในประเทศอินเดีย

สถานะ : ใช้ในกรณีฉุกเฉินประเทศอินเดียและประเทศอื่น ๆ


10. Johnson & Johnson (สหรัฐอเมริกา)

Johnson & Johnson

ชื่อวัคซีนAd26.COV2.S
ประสิทธิภาพ72% ในสหรัฐอเมริกา , 68% ในบราซิล และ 64% ในแอฟริกาใต้ (ข้อมูลล่าสุด)
การให้วัคซีน1 โดส
ประเภทการฉีดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
การเก็บรักษาแช่แข็งใน –20 °C ได้นานถึง 2 ปี และแช่เย็นใน 2–8 °C ได้นานถึง 3 เดือน
ชนิดวัคซีนAd26

Johnson & Johnson (จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน) เป็นอีกหนึ่งวัคซีนมีการใช้งานในสหรัฐอเมริกาในกรณีฉุกเฉิน ช่วงที่อเมริกามีการระบาดในระดับสูงสุดวันละ 3 แสนกว่าคน หลังจากได้ฉีดวัคซีน Johnson & Johnson ก็แสดงให้เห็นว่าวัคซีนนั้นมีความปลอดภัยและใช้ได้ผลเพียงเข็มเดียวเท่านั้น (แทนที่จะเป็นการฉีด 2 โดสเหมือนวัคซีนทั่วไป) ทั้งยังเป็นเป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในสหรัฐอเมริกาได้ โดยใช้เทคนิคในการสร้างวัคซีนจากไวรัสที่เรียกว่า Adenovirus 26 หรือ Ad26 ซึ่งทาง Johnson & Johnson เองก็ได้เคยใช้วิธีนี้ในการจัดการกับโรคอีโบลาและโรคอื่น ๆ มาก่อน แต่ภายหลังพบว่ามีรายงานการเชื่อมโยงเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีนตัวนี้กับปัญหาลิ่มเลือดอุดตันที่เกิดขึ้นกับผู้คนจำนวนหนึ่งที่ได้รับวัคซีนไป ซึ่งในระหว่างการตรวจสอบปัญหาทาง FDA และ CDC ได้แนะนำให้ระงับการใช้วัคซีนชนิดนี้ไปก่อน

หากเรายังคงจำข่าวเกี่ยวกับผลข้างเคียงในวัคซีนของ AstraZeneca ได้จะพบว่าผลข้างเคียงในวัคซีน Johnson & Johnson นั้นคล้ายกับวัคซีน AstraZeneca มาก ๆ ทั้งนี้ก็ยังเกิดในกลุ่มคนจำนวนน้อยเช่นเดียวกัน ดังนั้นทางผู้ผลิตคงใช้เวลาไม่นานในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ซึ่งในระหว่างที่ตรวจสอบนั้นทางด้านผู้ผลิตเองก็ตัดสินใจชะลอการให้วัคซีนตัวนี้แก่สหภาพยุโรปประเทศอื่น ๆ ออกไปก่อนเช่นกัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ได้รับวัคซีน

ในส่วนของประเทศไทยนั้นวัคซีน Johnson & Johnson ก็ได้รับการรขึ้นทะเบียนใช้งานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ ดังนั้นเราอาจจะต้องอดใจรอกันอีกนิด เพื่อรอผลสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับอาการข้างเคียงหลังฉีดครับ

สถานะ : ใช้ในกรณีฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปและประเทศอื่น ๆ โดยมีการหยุดใช้ชั่วคราวในบางประเทศ และหยุดใช้ในเดนมาร์ก


ตารางสรุปวัคซีนโควิด 19 ของแต่ละบริษัท

ชื่อวัคซีนประสิทธิภาพการให้วัคซีนวัคซีนประเภทการเก็บรักษา

วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19Comirnaty / BNT162b2

91.3 %
(ข้อมูลล่าสุด)
2 โดส เว้นโดสละ 3 สัปดาห์mRNA

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

–25 °C ถึง –15 °C (ข้อมูลล่าสุด)
วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19

mRNA-1273

มากกว่า 90%
(ข้อมูลล่าสุด)
2 โดส ห่างกันโดสละ 4 สัปดาห์mRNA

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

เก็บในตู้เย็น 30 วัน
เก็บในอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส ได้นาน 6 เดือน

Sputnik V

91.4%
(เข็มที่ 1)
2 โดส ห่างกันโดสละ 3 สัปดาห์Ad26, Ad5

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

แช่แข็ง และกำลังพัฒนาให้สามารถเก็บในอุณหภูมิตู้เย็นได้
วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19

Vaxzevria / AZD1222

76%
(ข้อมูลล่าสุด)
2 โดส ห่างกันโดสละ 4 สัปดาห์ChAdOx1

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

เก็บในตู้เย็นได้อย่างน้อย 6 เดือน
วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19

Convidecia / Ad5-nCoV

65.28%
(ข้อมูลล่าสุด)
1 โดสAd5

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

ตู้เย็น
EpiVacCorona

EpiVacCorona

ยังไม่ทราบ
(อยู่ในขั้นตอนการทดลอง)
2 โดส ห่างกันโดสละ 3 สัปดาห์Protein

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

เก็บในตู้เย็นได้ถึง 2 ปี
วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19

BBIBP-CorV

78.1%
(ข้อมูลล่าสุด)
2 โดส ห่างกันโดสละ 3 สัปดาห์Inactivated (วัคซีนเชื้อตาย)

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

ไม่ระบุ
วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19

CoronaVac

50.65% ในบราซิล,
91.25% ในตุรกี
(ข้อมูลล่าสุด)
2 โดส ห่างกันโดสละ 2 สัปดาห์Inactivated (วัคซีนเชื้อตาย)

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

ตู้เย็น 2–8 °C
วัคซีนป้องกันโรค โควิด-19

Covaxin

78%
(ข้อมูลล่าสุด)
2 โดส ห่างกันโดสละ 4 สัปดาห์Inactivated (วัคซีนเชื้อตาย)

ไม่ระบุ

ในอุณหภูมิห้องอยู่ได้อย่างน้อย 1 สัปดาห์

Johnson & Johnson

72% ในสหรัฐา,
68% ในบราซิล ,
64% ในแอฟริกาใต้
(ข้อมูลล่าสุด)
1 โดสAd26

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

แช่แข็งใน –20 °C ได้นานถึง 2 ปี และแช่เย็นใน 2–8 °C ได้นานถึง 3 เดือน

ทำไม ไม่ควรเอาตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละยี่ห้อมาเปรียบเทียบกัน

ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่ควรเอาตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนแต่ละยี่ห้อมาเทียบกัน อย่างเช่น วัคซีน A มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 95% ในขณะที่วัคซีน B มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 70% และ C มีประสิทธิภาพอยู่ที่ 50 % เพราะตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บ่งบอกว่าวัคซีน A จะเป็นวัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อโควิดได้ดีที่สุด

เนื่องจากในการทดลองนั้นมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่อาจทำให้ตัวเลขประสิทธิภาพของแต่ละยี่ห้อออกมาต่างกัน จนไม่สามารถนำมาเทียบกันได้ เพราะต้องด้วยดูว่าผู้ทดลองนั้นอาศัยอยู่ในประเทศที่มีการระบาดติดเชื้อสูงหรือไม่? ประเทศที่ทดลองเริ่มมีการกลายเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่หรือไม่? ผู้ทดลองเป็นประชาชนทั่วไปหรือเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องเสี่ยงชีวิตเจอผู้ป่วยติดเชื้อโควิดทุกวัน? ผู้ทดลองอยู่ในช่วงอายุโดยเฉลี่ยเท่าไหร่? ผู้ทดลองมีโรคประจำตัวหรือไม่? รวมถึงหลักการทำงานวัคซีนแต่ละชนิดก็สามารถทำให้ผลลัพธ์ต่างกัน อย่างเช่นวัคซีนชนิด mRNA, Protein และ Inactivated หรือระยะการเว้นช่วงของโดสที่ 2 ก็มีส่วนเป็นตัวแปรสำคัญทั้งสิ้น

ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองแต่ตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนที่ระบุมาในรายงานวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่เราควรมองจากองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างร่วมด้วย ยิ่งมีการทดลองในด้านที่หลากหลายมากเท่าใดก็ยิ่งเป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจมากขึ้นเท่านั้น


ทั้งนี้หากคุณรู้สึกยังไม่มั่นใจในคุณภาพของวัคซีน คุณสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงและความปลอดภัยของการฉีดวัคซีนโควิด 19 รวมถึงหากใครที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรลงทะเบียนรับวัคซีนจากรัฐบาลดีมั้ย? คุณสามารถเข้าไปหาเหตุผลที่ต้องฉีดวัคซีนโควิดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดได้ และก่อนจากกันใครที่ตอนนี้มีความเสี่ยงติดโควิคสูง คุณไม่ควรปล่อยความสงสัยเหล่านี้ให้กวนใจนาน ๆ หากคุณรู้ตัวว่ามีประวัติเสี่ยงอย่างการได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงคุณสามารถไปตรวจหาเชื้อโควิดได้ตามจุดบริการที่คุณสะดวกที่สุด ทั้งนี้ทางเรายังมีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่รู้ตัวว่าติดโควิดแล้วจะต้องติดต่อหน่วยงานไหนดี? มาฝากด้วย

สุดท้ายอย่าลืมดูแลตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน หากเป็นไปได้แนะนำให้สวมเป็นหน้ากากสองชั้นคือหน้ากากอนามัย+หน้ากากผ้า ในกรณีที่คุณจำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานที่ผู้คนแออัด รวมถึงควรล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ หรือหากไม่สะดวกล้างมือด้วยน้ำสะอาด ให้พกเป็นเจลแอลกอฮอล์ที่สามารถใช้แทนกันได้ และไม่ลืมที่จะเว้นระยะห่างต่อผู้คนรอบข้างด้วยนะ.............

ขอบคุณข้อมูลจาก   : The New York Times